"เซ็นทรัล รีเทล" กางแผน 3 ปี สู่ศึกธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย หวัง! ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นรายจ่าย ครึ่งปีหลัง
"เซ็นทรัล รีเทล" กางแผน 3 ปี สู่ศึกธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย ทุ่มงบลงทุน กว่า 45,000 ล้านบาท มอง! สงครามจบเร็ว ไม่กระทบเศรษฐกิจระยะยาว หวัง! ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นรายจ่าย ช่วยเหลือประชาชน ครึ่งปีหลัง
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่าปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐโลกมีความผันผวน สะท้อนจากที่ IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลก จาก 3.3% ในปี 2024 เป็น 2.8% ในปีนี้ ส่วนประเทศไทย ก็ถูกปรับลดคาดการณ์ GDP อยู่ที่ 1.8% ในปีนี้ จาก 2.5% ในปี 2024 และ พฤติกรรมผู้บริโภคเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นเรื่องท้าทายในการทำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ที่ต้องมีความเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามถึงแม้การทำธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และ พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่นายสุทธิสาร ระบุว่า เซ็นทรัล รีเทล มองความท้าทายเหล่านี้เป็นโอกาส และเป็นแรงขับเคลื่อนให้ คิดใหม่และทำใหม่ หรือ Rethink & Reset
โดยเซนทรัล รีเทลได้กำหนดแผนการดำเนินงาน 3 ปี (ปี 2025-2027) เพื่อมาสู้ศึกทางเศรษฐกิจ ด้วยการชูกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ประกอบด้วย
1. Reinforce Customer Focus เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ายิ่งขึ้น ทั้งในไทย และเวียดนาม ที่มีจํานวนสมาชิกรวมกันกว่า 26 ล้านราย ควบคู่การขยายฐานกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream และเจาะกลุ่มลูกค้า B2B มากยิ่งขึ้น
2. Strengthen CRC Foundation เสริมรากฐานขององค์กรให้แข็งแกร่ง ด้วยการสร้างการเติบโต ให้กับธุรกิจหลัก ทั้งด้านยอดขายและกำไร รวมถึงการขยายและปรับปรุงสาขา พร้อมทั้งรวมเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม ต่อยอดการช้อปปิ้งแบบ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อ รวมทั้งการนํา Al เข้ามาเสริม และผลักดันยอดขาย ออนไลน์ให้เติบโตแบบ Double Digit และเร่งขยายธุรกิจ Food และ Mall ใน เวียดนาม
3. Expedite New Growth เร่งสร้างการเติบโตให้กับ New Growth Engine ของเซ็นทรัล รีเทล ผ่านการขยาย GO WHOLESALE ด้วย 5 กลยุทธ์ ได้แก่ การขยาย Private Labels, การเป็น HORECA Destination สําหรับกลุ่มธุรกิจอาหาร, เป็นผู้นำเรื่องของสด (Always Fresh- Forward), ขยายสาขาอีกกว่า 12-18 สาขา ภายใน 3 ปี และการพัฒนา New Store Concept และ Fulfillment Store ให้เหมาะกับกลุ่ม HORECA และค้าปลีกอาหาร นอกจากนี้จะเดินหน้าขยาย เครือข่ายธุรกิจของ Autol ศูนย์บริการและจําหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ครบวงจร ด้วยการเร่งเปิดสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี ให้ครอบคลุมในทำเลศักยภาพ
4. Scale Synergy สร้างความร่วมมือ ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยมุ่งเน้นการ ทํางานร่วมกันกับธุรกิจทั้งหมดในเครือเซ็นทรัล รีเทล และเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งในเชิงการเพิ่มยอดขาย และ ผลักดันการทํางานร่วมกันของพนักงานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน ตลอดจนการบริหารพื้นที่ขายให้ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน (ROI)
5. Disciplined Financial Management บริหารการเงินอย่างรอบคอบ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยควบคุมค่าใช้จ่าย เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปรับ แผนการลงทุนให้สอดคล้องและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ เซ็นทรัล รีเทล ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ และ EBITDA ต่อปี ประมาณ 5% ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 45,000-47,000 ล้านบาท
นายสุทธิสาร ยังยืนยันด้วยว่า การเข้ามาของคู่แข่ง อย่างสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ยังไม่กระทบต่อธุรกิจ แต่อยากให้ภาครัฐมีมาตรการควบคุม หรือตรวจสอบสินค้าที่เท่าเทียมกัน เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งส่งผลกระทบต่อคนไทยค่อนข้างมาก
ส่วนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย นายสุทธิสาร ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยนั้นไม่ได้โตตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมีสัญญาณชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาสที่2 ในเดือนเมษายน ส่วนเศรษฐกิจไทยที่ชะงักในตอนนี้ก็เชื่อว่าปัจจัยหนึ่งมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน แต่ตนเองมองว่าจะสิ้นสุดเร็ว เนื่องจากยุคนี้คงไม่มีใครอยากให้สงครามยืดเยื้อ แต่อยากให้ภาครัฐ เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น เช่นเรื่องของค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน โดยเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมราคาน้ำมันและไฟฟ้า ไม่ให้กระทบกับประชาชนได้ ในสถานการณ์สงครามแบบนี้
นายสุทธิสาร ระบุเพิ่มเติมว่า ภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางจะกระทบกับเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวจะสามารถปรับตัวกันได้และคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมาก
ขณะที่ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง นายสุทธิสาร กล่าวว่า ถ้าการเมืองมีความมั่นคงก็ดีต่อประเทศ แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล เชื่อว่าทุกพรรคก็มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้ว และใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้นายสุทธิสาร คาดหวังว่า ในช่วงครึ่งปีหลังอยากให้รัฐบาลออกมาตรการเกี่ยวกับเรื่องกระตุ้นการใช้จ่าย ควบคู่กับมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เข้ามาในประเทศให้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมองว่า สำหรับมาตรการคนสู้เราช่วยที่ช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของการแก้หนี้มองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว แต่หากรัฐออกมาตรการกระตุ้น การใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มเติม เช่น ช็อปดีมีคืน ในช่วงครึ่งปีหลัง ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้กลับมาฟื้นตัวได้ โดยตนเองก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมเร็วๆนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB